7.png

วัดไชโย

 

ประวัติความเป็นมา 

 

วัดไชโยวรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เลขที่ 21 หมู่ที่ 3 ตำบลไชโย จังหวัดอ่างทอง ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ 35 ไร่สามงาน 97 ตารางวาโฉนดที่ดินเลขที่ 319 ตั้งวัดเมื่อพ.ศ. 2300 ได้รับพระราชทานวิสงครามเมื่อพ.ศ. 2433 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 24 วาหนึ่งศอกยาว 45 วา ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อปีพ.ศ. 2430 

 

อาณาเขต

ทิศเหนือ จดศาลเจ้าแม่กวนอิม

ทิศใต้ จดหมู่สี่ตำบลไชโย

ทิศตะวันออก จดแม่น้ำเจ้าพยา

ทิศตะวันตก จดถนนสิงห์บุรี-อ่างทอง

 

ไชโยวรวิหารหรือวัดเกษไชโย (ชื่อที่ปรากฏในพื้นที่คือ วัดเกศไชโย) เดิมทีเป็นวัดราษฎร์ สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาไม่มีประวัติแน่ชัดว่าใครสร้างแต่มาปรากฏชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันไปทั่วเมืองเมื่อสมเด็จพระพุทธะจารย์ (โต พรหมรังษี) แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม (วัดระฆังฯ) จะให้มาสร้าง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นเมื่อครั้งปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเก้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่ประมาณปี 2400 -2405 ซึ่งขณะนั้นยังดำรงสมณศักดิ์ พระเทพกวี

 

สมเด็จพุทธาจารย์ (โต) มาสร้างพระพุทธรูปขึ้นนั้นทำได้อยู่ 2 คราว ข่าวแรกสร้างเป็นพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่โตมาก แต่กลับพังทลายลงในไม่ช้าครั้งที่สองก็ก่อเช่นนั้นเหมือนกันแต่ลดขนาดให้เล็กลงกว่าครั้งแรกถึงกระนั้นก็ยังนับว่าใหญ่มากอยู่นั่นเองครั้งนี้ก่อได้สำเร็จไม่สู้ปราณีเกลี้ยงเกลานักเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิปูนขาวไม่ได้ปิดทองมองเห็นได้จากที่ไกล

 

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงมหานคร มีพระราชโองการโปรดเก้าฯ ให้เจ้าพระยารัตนบดินทร (บุญรอด) ที่สมุหนายกสำเร็จราชการกรมมหาดไทยขึ้นมาเป็นแม่กองปฏิสังขรณ์วัดไชโยขึ้นใหม่ทวดพระอารามเมื่อปีกุนพ.ศ. 2430 เมื่อเมื่อมีการสร้างพระวิหารก็จำเป็นต้องมีการกระทุ้งราก พระพุทธรูปใหญ่ทนการกัดเขื่อนไม่ได้ก็พังลงจึงทรงพระกรุณาโปรดเก้ารับสร้างเรื่องพระพุทธรูปใหม่เป็นของหลวงที่ทดแทนพระพุทธรูปที่สมเด็จพระพุทธะจารย์( โต) ได้สร้างขึ้นไว้ แต่ครองจีวรและพาดสังฆาฏิกว้างตามแบบใหม่ขนาดหน้าตักกว้าง 8 วา 6 นิ้ว สูงสุดยอดพระรัศมี 11 วา 1 ศอก 7 นิ้ว

 

เจ้าพระยารัตนบดินทร (บุญรอด) ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดไชโยด้วยการกระทำใหม่หมดทุกอย่าง ทั่วทั้ง พระอารามมีการสร้างพระวิหารเป็นเรือนองค์พระพุทธ รูปสูง 1 เส้นเศษ สร้างพระอุโบสถเป็นมุขลดยื่นออกมาข้างหน้า สร้างศาลาหลายรอบพระวิหารรวม 4 หลังสร้างกำแพงแก้วเป็นเขตพุทธาวาส สร้างกุฎิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ หอระฆัง ศาลารายกลางวัด ศาลาท่าน้ำ เสร็จบริบูรณ์ เมื่อปีมะเมียพ.ศ. 2437 รวมเวลาที่ปฏิสังขรณ์อยู่นานถึง 8 ปีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะของวัดไชโยขึ้นเป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่ปีต้นของการปฏิสังขรณ์นั้นแล้วพระราชทานพระนามพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นนี้ว่า “พระมหาพุทธาพิมพ์” โปรดเก้าฯ ให้มีมหกรรมทำการฉลองพระอารามวัดไชโยเป็นงานใหญ่ 3 วัน 3 คืนเมื่อวันที่ 5-7 ตุลาคมพ.ศ. 2438 พระราชทานของช่วยคือ ละครโรง 1 หนังโรง 1 ดอกไม้เพลิงห1 ต้นกัลปพฤกษ์ 2 ต้น ตลอดงาน

 

สาเหตุที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยารัตนบดินทร (บุญรอด) ออกมาเป็นแม่กลองปฏิสังขรณ์พระอารามวัดไชโยนั้น ท่านผู้เฒ่าได้เล่าต่อๆกันมาเป็น 2 นัย เห็นสมควรนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านฟังเล่นบ้างเพื่อท่านผู้อ่านจะได้ช่วยกันค้นคว้าหาความจริงต่อไป

 

นัยแรกเราว่า ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือผ่านวัดไชโยขึ้นไปทอดพระเนตรพระพุทธรูปใหญ่นั่งตากแดดตากฝนปราศจากสิ่งกำบัง ได้แวะนมัสการแล้วสอบถามชาวบ้านได้ความว่าสมเด็จพุทธะจารย์ (โต)มาสร้างไว้ก็มีพระราชณศรัทธาตั้งพระราชหฤทัยจะปฏิสังขรณ์ให้สมบูรณ์ ครั้นเสด็จกลับถึงกรุงเทพมหานครแล้ว จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยารัตนบดินทร (บุญรอด) ขึ้นมาปฏิสังขรณ์วัดไชโยเช่นนี้ประการหนึ่ง

 

อีกนัยหนึ่งเล่าว่า เจ้าพยารัตนบดินทรเป็นแม่ทัพนำกองทัพไปปราบเงี้ยวมีชัยชนะแล้ว นำกองทัพกลับถึงกรุงเทพมหานคร ก็กราบบังคมทูลขอพระบรมราชาอนุญาตปฏิสังขรณ์วัดไชโย มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ขออนุญาตให้ขึ้นมาปฏิสังขรณ์ได้เช่นนี้อีกนัยหนึ่ง

 

พระพุทธรูปใหญ่วัดชัยโย ซึ่งสร้างขึ้นโดยสมเด็จพุฒาจารย์โตนี้ก่อด้วยอิฐปูนคือปูนขาว ไม่ได้ปิดทองปรากฏในจดหมายเหตุว่า เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา ปีขาลพ.ศ. 2421 เสด็จขึ้นทอดพระเนตรพระโตนี้มีพระราชดำรัสว่าพระใหญ่ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สร้างนี้ดูหน้าตารูปร่างไม่งามเลย ดูที่หน้าวัด ปากเหมือนขรัวโตไม่มีผิด คือปูนขาวไม่ได้ปิดทอง ทำนองท่านไม่คิดจะปิดทอง จึงได้เจาะบ่อน้ำไว้ที่ประหัต ดังนี้

 

พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเก้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง “ ระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา“ ส่งพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ วัดไชโยนี้ต่อมาเจ้าพยารัตนบดินทร ที่ สมุหนายก มีศรัทธาสร้างใหม่พร้อมทั้งพระอุโบสถและวิหารพระโต แต่เมื่อกระทุ้งรากวิหาร พระพุทธรูปใหญ่ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สร้างทนกระเทือนไม่ได้ก็พังลงจึงทรงพระกรุณาโปรดเก้าฯ รับสร้างพระโตใหม่เป็นของหลวง ตามแบบพระบาทสมเด็จพระนั่งเก้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับสร้างพระโต วัดกัลยาณมิตร ช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทรผู้เป็นพระบิดาของเจ้าพยารัตนบดินทรมาแต่ก่อน และทรงรับบัตรไชโยเป็นอารามหลวงแต่นั้นมา

 

พระมหาอำมาตย์ตรีพระยาทิพย์โกษา (สอน โลหะนันท์) ได้บันทึกประวัติสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ไว้โดยกล่าวถึงเรื่องการสร้างพระพุทธรูปพระเครื่อง ดังนั้น

 

ครั้นรุ่งเช้าสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) จึงเข้าในพระบรมมหาราชวัง เสด็จออกรับและส่งสดับรายงาน การที่ไปและไปถึง และเจ้าเขมรยินดีรับรองเลื่อมใสได้เทพโปรด้วยข้อนั้น นำข้อนั้นเทียบข้อนั้น ให้เจ้าเขมรเข้าใจด้วยนัยอย่างนั้นลงมติอย่างนั้นตลอดเสนาเขมรทั่วกัน เขมรบูชาธรรมเป็นธรรมพลีบรรณการมาอย่างนั้นเท่านั้น ของเท่านั้น ฯ ให้ทรงถวายโดยละเอียดทุกประการฯ

 

สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบรายงานของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) บรรยายถวาย เป็นที่พระราชหฤทัยยิ่งนัก ทรงนิยมชมเชยความสามารถของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) จึงทรงยินดีถวายเครื่องกัณฑ์ที่ได้มานั้นจงเป็นสรรพสิทธิ์ของเจ้าคุณทั้งหมด ทั้งส่งปวารณาว่าเจ้าคุณประสงค์สิ่งอะไร พอที่โยมจะอนุญาตได้โยมก็จะถวายแล้วก็เสด็จขึ้น สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ก็กลับวัดระฆังฯ 

 

ครั้นหายเหนื่อยสองสามวัน จึงเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เสด็จออกรับ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ขอถวายพระพรขอพระบรมราชานุญาตที่ดินที่วัดเกตุไชโยเท่านั้นวา ของพระราชานุญาตสร้างพระใหญ่นั่งหน้าตัก 8 วา   ไว้ในอำเภอไชโยขอให้ทรงพระกรุณารับสั่งเจ้ากรมการ ให้วัดมีพระราชลัญจกรประทับ รับสั่งว่าดีแล้วจึงเป็นแบบที่ต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อน ต้องมีบัตรพระราชลัญจกรอนุญาตแล้วจึงเป็นวิสุงคามสีมา ทรงพระกรุณาโปรดมีใบพระบรมราชานุญาตประทับตราแผ่นดินถวาย สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) เลยตราพระราชบัญญัติวิสุงคามสีมาต่อไปในคราวนั้นเป็นลำดับกันมาฯ 

 

สมเด็จฯ จึงจำหน่ายเครื่องกันเทศจากเขาลงมาเป็นอิฐ เป็นปูนเป็นทราย เป็นค่าแรงคนงาน เป็นทุนรองงานขึ้นไปจัดการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ณ ริมวัดเกตุไชโย เจ้าเมืองกรมการก็มารางวัดที่ตามที่มีท้องตราบังคับ ราชบุรุษทั้งปวงให้สมเด็จนำชี้ที่ สมเด็จก็ชี้หมดทั้งวัด และชี้ที่สร้างพระวิหารวัดเกตุ สำหรับคลุมองค์พระ และชีที่ฐานสุกะชี ที่สร้างองค์พระราชบุรุษก็วัดตามประสงค์ ชี้ที่โบสถ์ด้วยชี้ที่อุปจารทั้งหมดด้วย รวมเนื้อที่วัดเกตุไชโยมีประมาณแจ้งอยู่ในบัญชีหรดาลของหลวงเสด็จแล้วฯ

 

เมื่อกำลังสร้าง พระใหญ่องค์นี้ พระยานิกรบดินทร และอำมาตย์ราชนิกุล ราษฎร พ่อค้า แม่ค้า คฤหบดี และสมเด็จพระจอมเก้า สมเด็จพระปิ่นเกล้า และแขก ฝรั่ง เขมร ลาว มอญ จีน ก็ได้เข้าส่วนด้วยมากบ้างน้อยบ้าง สร้างอยู่นานเกือบสามปีจึงสำเร็จ จึงได้ถวายวัดไชโยเป็นวัดหลวง พระราชทานนามว่าวัดเกตุไชโย แปลว่าพระธงชัย วัดธงไชยในอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง มีอธิบายว่ารถต้องมีธงที่งอนรถเป็นที่ปรากฏประเทศเมืองหลวงว่าราชรัฏฐะต้องมีธงทุกประเทศ ทุกชาติ ทุกภาษา พระศาสนาก็ควรมีธงประกาศให้เทวดาให้เทวดามนุษย์รู้ว่าประเทศนี้นับถือพระพุทธศาสนา จึงสมมุติพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้ เป็นประดุจธงชัย  ให้ปลิวไปปลิวมาทั่วกัน เหตุนั้นเทพยดาผู้มีฤทธิ์ จึงเข้าสถิตในองค์พระปฏิมากร จึงได้ศักดิ์สิทธิ์ลือขจรทั่วนานาทิศาภาคย์ คนหมู่มากเส้นสรวงบวงบน ให้คุ้มกันรักษาช่วยทุกข์ร้อนยากจน บางคนบางคราวก็ได้สมมาตรปรารถนา จึงมีผู้สักการะบูชามิได้ขาด เป็นด้วยอำนาจสัจจาธิษฐานของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทุก ๆ พระองค์ หวังว่าจะให้เป็ฯประโยชน์ แลความสุขสวัสดิมงคล แก่ปัจฉิมชนิกชน แต่บรรดาที่นับถือพระพุทธศาสนาได้บูชาได้หยั่งน้ำใจแน่วแน่บงไปถึงคุณพระพุทธเจ้าว่ามีพระคุณแก่สัตว์โลกพ้นประมาณ พระจึงบันดาลเปล่งแส่งออกด้วยอำนาจเทวดารักษาแสดงอิทธิฤทธิ์ออกรับเส้นสรวงบวงบนของคนที่ตั้งใจมาจริง จึงให้สำเร็จประโยชน์สมคิดทุกสิ่งทุกประการ

 

และในขณะ ระหว่างการสร้างพระนั้น ท่านได้เคยไปดูแลกิจการต่างๆ อยู่เสมอ ได้ตั้งพระสมุห์ไว้องค์หนึ่ง ชื่อพระสมุห์จั่น พระสมุห์จั่น ได้เล่าให้ใครๆ ฟังอยู่เสมอว่าได้ถามสมเด็จดูว่าพระโพธิสัตว์นั้นจะรู้จักได้อย่างไรสมเด็จก็ชูแขนของท่านว่าจงคล่ำดูแขนหลัวโตเสมอและใครใครทำแขนก็เห็นเป็นกระดูกท่อนเดียวฯ 

 

ครั้งหนึ่งท่านตั้งขลัวตาขุนเณร เปนต่อวัดชีปะขาวเป็นทีมพระอุปัชฌาย์เมื่อแห่จากวัดมาวัดเกศไชโยแล้วดังพร้อมกันบนอาสนะสงฆ์ สมเด็จเจ้าโตอุ้มไตรเข้าไปกระแทกลงที่ตักขลัวตาขุนเณรแล้วออกวาจาว่าฉันให้ท่านเป็นอุปัชฌาย์หนาจ๋าพระอื่นก็เศกชยันโตโพธิยาฯ

 

ขลัวตาทองวัดเกศไชโยเล่าว่า ท่านได้ทันเห็นสมเด็จฝังตุ่มใหญ่ไว้เหนือพระโตแล้วเอาเงินใส่ไว้ 1 บาท เอากระเบื้องหน้าวัวปิดคลุมไว้ ครั้งหนึ่งท่านขึ้นไปตรวจงานที่วัดเกตุไชโย ท่านป่าวร้องชาวบ้านมาช่วยกันทำบุญเลี้ยงพระบนศาลาท่านแจกทานของท่านคนละเหรียญฬศ 1 ในรัชการที่ 4 กับผ้าขาวคนละฝ่ามือจนทั่วกันทุกคน ขวัญตอนสุดที่พระแล้วท่านขึ้นไปที่วัดเกตุไชโย สัปปรุศเอาแคร่คานหามลงไปรับท่านครั้นท่าน นางมาบ่นแคร่ แล้วสองมือเหนียวแคร่ไว้แน่น ปากก็ว่าไปไม่หยุดว่าหามเขาดีๆ จ้ะ อย่าให้เขาตกหนาจ๋า เขาเป็นของหลวงตาหนาจ๋าฯ 

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านทำแปลกๆ ขำขันๆ พูดแปลกๆ พูดขันๆ แต่พูดทำแล้วไปช้ำดำไปได้ปรากฏทันตาเห็นทันหูได้ยินแจ้วๆ แว่วๆ อยู่จนทุกวันนี้ เมื่อการสร้างพระเสด็จถวายเป็นวัดหลวงแล้วส่งรับเข้าทะเบียนแล้วท่านอยู่ในกรุงเทพก็ไม่มีเวลาว่างเปล่าซักวันเดียวมีผู้คนไปมาหาสู่ไม่ขาดสายจนท่านต้องนำปัสสาวะมาสาดกุฎิบ้าง เอาทาหัวบ้างจนหัวเหลือง ต้องมาพักผ่อนอารมณ์ในป่าช้าผีดิบวัดสระเกษ เป็นที่สำราญของท่านมาก จนพวกวัดสระเกตุหล่อรูปท่านไว้ ปรากฏจนทุกวันนี้ กุฎิเก่าเขาสร้างถวายท่านหลังหนึ่ง เขียนภาษิตไว้ในกุฎินี้บทหนึ่งยาวมาก จำได้บ้าง

 

สองวรรคท่านว่า อย่าอวดกล้ากับผี อย่าอวดดีกับตาย บางวันก็ผ่อนอารมณ์อยู่ในวัดบางขุนพรหม มีคนแถบนั้นนิยมนับถือท่านมากบางรายถวายที่สวนเข้าเป็นที่วัดก็มาเต็มไปทั้ง 4 ทิศทางตะวันตกถึงแม่น้ำ ซึ่งเป็นวันที่ 2 อยู่ในบัดนี้ ฝั่งเหนือจดคลอง ตะวันออกก็เป็นพรมแดนกลับบ้านพานบ้านหล่อ พระนคร เป็นวัดกลางสวน ท่านจึงสร้างพระคิดจะสร้างพระปางโปรดยักษ์ตนหนึ่งในป่าไม้ตะเฆียนใหญ่ ท่านจึงเตรียมอิฐ ปูน ทราย ช่างก่อ แต่เป็นการไม่เร่ง ท่านก่อต่อไม้ขึ้นก่อนแล้วเกาะขาพระเป็นลำดับขึ้นไปอนุมานดูราวๆ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1229 ปี ทำพระพิมพ์ 3 ชนิด สามชั้นนั้น 84,000 องค์ ทำด้วยผงบ้าง ลานจานเผาบ้าง กระดาษว่าวเขียนยันต์เผาบ้าง ปูนบาง น้ำมันบ้าง ซันบ้าง ปูนแดงบ้าง น้ำลายบ้าง เสลดบ้าง เมื่อเข้าไปมองดูคนตำคนโขลก มีจามมีไอขึ้นมา ท่านก็บอกว่า เอาใส่เข้าลงด้วย เอาใส่เข้าลงด้วย แล้วว่าดีนักจ๊ะ ดีนักจ๊ะ เสร็จแล้วตำผสมปูนเพ็ชร์ กลางคืนก็นั่งภาวนาไปกดพิมพ์ไปตั้งแต่ยังเป็นพระเทพกวี จนเป็นสมเด็จพุฒาจารย์โต พระยังไม่แล้ว ยังอีก 8 หมื่น ที่สามกับที่สี่ฯ

 

ครั้นถึงปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 1230 ปี ณ วันพฤหัสบดี เดือน 11 15 ค่ำเวลายาม 1 บาท นาฬิกา สมเด็จพระปรมินทรมหามงกุฏ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตพระชนมายุศม์ได้ 64 พรรษา เถลิงถวัลยราชได้ 176 เดือน 14 วันเวลานั้นอายุสมเด็จได้ 81 ปีเป็นสมเด็จมาได้สามปีเศษ เมื่อสมเด็จทราบแน่ว่าสมเด็จพระจอมเก้าสวรรคตแล้ว ท่านเดินร้องไห้รอบวัดเดินบ่นไปด้วยร้องไห้ไปด้วยว่า สิ้นสนุกแล้วๆ ครั้งนี้ๆ สิ้นสนุกแล้ว เดินร้องไห้โฮๆ รอบวัดระฆัง ดังจนใครๆ ได้ยินครั้นสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเถลิงถวัลย์ราช สืบสันติวงศ์แล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)จึงทำพระพิมพ์ 5 ชั้น 7 ชั้น 9 ชั้น ขึ้นอีก ตั้งใจว่าจะถวายสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พิมพ์แล้วครั้งก่อนนั้นได้แอบบรรจุไว้ในพระเกตุไชโยหมด แล้วพิมพ์พระ 5 ชั้น 7 ชั้น 9 ชั้น รวมกัน ให้ได้ 84,000 เท่ากับ พระ ธรรมขันธ์ กำลังพิมพ์อยู่ วิธีกระทำเช่นครั้งก่อน แปลกแต่เศษข้าวในบาตรใส่ด้วย การหนังสือใส่บาตรไปด้วย ไปบิณฑบาตก็จานหนังสือไปด้วย และทำผงลงตัวเขียนยันต์ ตำปูนเพ็ชร์พิมพ์ไปทุกวันๆ กลางวันไปก่อเท้าพระวัดบางขุนพรหมเจริญทิวาวิหารธรรมด้วย ดูช่างเขียนออกแบบกะส่วนให้ช่างเขียนๆ ประวัติของท่านขึ้นที่ผ่านมาแล้วแต่ต้นจนจบตลอดจนท่านนมัสการพระพุทธบาท ตั้งแต่เป็นพระมหาโตมาจนเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ก็ยังขึ้นพระพุทธบาทตามฤดูเสมอเมื่อครั้งทูลกระหม่อมพระคือสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่วัดถมอหมอราย (ราชาธิวาส) ยังทรงซักถาม พระมาหาโตว่า ท่านเชื่อพระบาทลพบุรีเป็นของแท้หรือ พระมหาโตทูลว่า เป็นเจดีย์ที่หน้าประหลาดเป็นที่ไม่ขาดสักการะฯ 

 

ครั้นเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ยังเป็นมหาโตในแผ่นดินพระนั่งเกล้า ทูลกระหม่อมพระยังเป็นพระราชาคณะเจ้าอาวาสวัดถมอราย ได้นิมนต์มาหาโตไปสนทนาด้วยเป็นทางที่จะชวนเข้าหมู่ รับสั่งถามว่ามีบุรุษสองคนเป็นเพื่อนเดินทางมาด้วยกัน คนทั้งสองเดินมาพบใหมเข้า จึงทิ้งปอที่แบกมาเสียเอาใหมไป อีกคนหนึ่งไม่เอาคงแบกเอาปอไป ท่านจะเห็นว่าคนแบกปอหรือคนแบกไหมดีฯ มาหาโตทูลเฉลยไปอีกทางหนึ่งว่า ยังมีกระต่ายสองตัว ขาวตัวหนึ่ง ดำตัวหนึ่ง เป็นเพื่อนร่วมหากินกันมาช้านาน วันหนึ่งกระต่ายสองตัวเที่ยวและเล็มหญ้ากิน แต่กระต่ายขาวเห็นหญ้าอ่อนๆ ฝั่งฟากโน้นมีชุมจึงข้ามฟากไปหากินข้างโน้น กระต่ายดำไม่ยอมไป พลกินอยู่ฝั่งเดียว แต่นั้นมากระต่ายขาวก็ข้ามน้ำไปหาหญ้าอ่อนกินฝั่งโน้น อยู่เรื่อย วันหนึ่งขณะที่กระต่ายขาวกำลังว่ายน้ำข้ามฝาก บังเกิดลมพัดจัด มีคลื่นปั่นป่วน กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดเอากระต่ายขาวไป จะเข้าฝั่งไหนก็ไม่ได้ เลยจมน้ำตายในที่สุด ส่วนกระต่ายดำก็ยังเที่ยวหากินอยู่ได้ไม่ตาย ฝ่าธุลีพระบาท ลองทำนายว่ากระต่ายตัวไหนจะดีฯ