วัตถุมงคลวัดไชโยวรวิหาร

ข่าวประชาสัมพันธ์

จำนวนผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้70
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้353
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1673
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่ผ่านมา3048
mod_vvisit_counterเดือนนี้9198
mod_vvisit_counterเดือนที่ผ่านมา11243
mod_vvisit_counterสถิติทั้งหมด871022




วัดไชโยวรวิหาร

ประวัติความเป็นมา

วัดไชโยวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เลขที่ ๒๑ หมู่ที่ ตำบลไชโย อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ที่ดินที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๓๕ ไร่ งาน ๙๗ ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ ๓๑๙ ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๒๔ วา ศอก ยาว ๔๕ วา ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐

อาณาเขต ทิศเหนือ จด ศาลเจ้าแม่กวนอิม

ทิศใต้ จด หมู่ ตำบลไชโย

ทิศตะวันออก จด แม่น้ำเจ้าพระยา

ทิศตะวันตก จด ถนนสายสิงห์บุรี ? อ่างทอง

วัดไชโยวรวิหารหรือวัดเกษไชโย ( ชื่อที่ปรากฏในพื้นที่คือ วักเกษไชโย ) เดิมทีเป็นวัดราษฎร์ สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาไม่มีประวัติแน่ชัดว่าใครสร้าง แต่มาปรากฏชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) แห่งวัดระฆังโฆษิตารามได้มาสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ประมาณปี ๒๔๐๐ ? ๒๔๐๕ ซึ่งขณะนั้นท่านยังดำรงสมณะศักดิ์ พระเทพกวี




สมเด็จพระพุฒาจารย์โต มาสร้างพระพุทธรูปขึ้นนั้นได้ทำอยู่ คราว คราวแรกสร้างเป็นพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่โตมากใช้วิธีก่ออิฐสอดิน แต่แล้วก็หักพังทลายลงในไม่ช้า ครั้งที่ ๒ ก็ก่อเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ลดขนาดให้เล็กลงกว่าครั้งแรกถึงกระนั้นก็ยังนับว่าใหญ่มากอยู่นั่นเอง ครั้งนี้ก่อได้สำเร็จ ไม่สู้ประณีตเกลี้ยงเกลานัก เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิปูนขาว ไม่ได้ปิดทอง นั่งอยู่กลางแจ้ง มองเห็นได้จากที่ไกล

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงเทพพระมหานคร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยารัตนบดินทร ( บุญรอด กัลยาณมิตร) ที่สมุหนายกสำเร็จราชการ กรมมหาดไทย ขึ้นมาเป็นแม่กองปฏิสังขรณ์วัดไชโยขึ้นใหม่ทั่วทั้งพระอาราม เมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๔๓๐ เมื่อมีการสร้างพระวิหารก็จำเป็นต้องมีการกระทุ้งราก พระพุทธรูปใหญ่ทนการกระเทือนไม่ได้ก็พังลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสร้างพระพุทธรูปใหม่เป็นของหลวงทดแทนพระพุทธรูปที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้สร้างขึ้นไว้ แต่ครองจีวรและพาดสังฆาฏิกว้างตามแบบใหม่ ขนาดหน้าตักกว้าง วา นิ้ว สูงสุดยอดพระรัศมี ๑๑ วา ศอก นิ้ว

เจ้าพระยารัตนบดินทร ( บุญรอด กัลยาณมิตร ) ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดไชโยด้วยการกระทำใหม่หมดทุกอย่าง ทั่วทั้งพระอารามมีการสร้างพระวิหารเป็นเรือนองค์พระพุทธรูป สูง เส้นเศษ สร้างพระอุโบสถเป็นมุขลดยื่นออกมาข้างหน้า สร้างศาลารายรอบพระวิหาร รวม หลัง สร้างกำแพงแก้วเป็นเขตพุทธาวาส สร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ หอระฆัง ศาลารายกลางวัด ศาลาท่าน้ำ เสร็จบริบูรณ์ เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๓๗ รวมเวลาที่ปฏิสังขรณ์อยู่นาน ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะของวัดไชโยขึ้นเป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่ปีต้นของการปฏิสังขรณ์นั้น แล้วพระราชทานพระนามพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นนี้ว่า ?พระมหาพุทธพิมพ์? โปรดเกล้าฯ ให้มีมหกรรมทำการฉลองพระอารามวัดไชโย เป็นงานใหญ่ วัน คืน เมื่อวันที่ ถึง ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ พระราชทานของช่วย คือ ละครโรง หนังโรง ดอกไม้เพลิง ต้น กัลปพฤกษ์ ต้น ตลอดงาน

สาเหตุที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยารัตนบดินทร (บุญรอด) ออกมาเป็นแม่กองปฏิสังขรณ์พระอารามวัดไชโยนั้น ท่านผู้เฒ่าได้เล่าต่อ ๆ กันมาเป็น นัย เห็นสมควรนำมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านฟังเล่นบ้าง เพื่อท่านผู้อ่านจะได้ช่วยกันค้นคว้าหาความจริงต่อไป

นัยแรกเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองเหนือ ผ่านวัดไชโยขึ้นไปทอดพระเนตรพระพุทธรูปนั่งตากแดดตากฝน ปราศจากสิ่งกำบัง ได้แวะนมัสการแล้วสอบถามชาวบ้านได้ความว่า สมเ ด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มาสร้างไว้ ก็มีพระราชศรัทธาตั้งพระราชหฤทัยจะปฏิสังขรณ์ให้สมบูรณ์ ครั้นเสด็จกลับถึงกรุงเทพพระมหานครแล้ว จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยารัตนบดินทร ( บุญรอด ) ขึ้นมาปฏิสังขรณ์วัดไชโยเช่นนี้ประการหนึ่ง

อีกนัยหนึ่งเล่าว่า เจ้าพระยารัตนบดินทรเป็นแม่ทัพนำกองทัพไปปราบเงี้ยว กองทัพเดินทางบ้านสระเกษ บ้านไชโยได้แวะนมัสการพระพุทธรูปใหญ่วัดไชโย และตั้งสัจจาธิษฐานว่า ?ทำศึกครั้งนี้ขอให้ชัยชนะแก่ข้าศึก จะมาปฏิสังขรณ์และทำวิหารถวาย? แล้วเดินทัพต่อไป เมื่อปราบเงี้ยวมีชัยชนะแล้ว นำกองทัพกลับถึงกรุงเทพพระมหานคร ก็กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตปฏิสังขรณ์วัดไชโย มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ อนุญาตให้ขึ้นมาปฏิสังขรณ์ได้เช่นนี้อีกนัยหนึ่ง

พระพุทธรูปใหญ่วัดไชโย ซึ่งสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นี้ ก่อด้วยอิฐปูนคือปูนขาว ไม่ได้ปิดทองปรากฏในจดหมายเหตุว่า

เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา ปีขาล พ.ศ.๒๔๒๑ เสด็จขึ้นทอดพระเนตรพระโตนี้มีพระราชดำรัสว่า ?พระใหญ่ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สร้างนี้ดูหน้าตารูปร่างไม่งามเลย ดูที่หน้าวัดปากเหมือนขรัวโตไม่มีผิดถือปูนขาวไม่ได้ปิดทอง ทำนองท่านไม่คิดจะปิดทองจึงได้เจาะท่อน้ำไว้ที่พระหัต? ดังนี้

พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ เรื่อง ?ระยะทางเสด็จประพาสมณฑลอยุธยา? ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า ?วัดไชโยนี้ต่อมาเจ้าพระยารัตนบดินทร ที่สมุหนายกมีศรัทธาสร้างใหม่พร้อมทั้งพระอุโบสถและวิหารพระโต แต่เมื่อกระทุ้งรากวิหาร พระพุทธรูปใหญ่ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สร้างทนกระเทือนไม่ได้ก็พังลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสร้างพระโตใหม่เป็นของหลวง ตามแบบอย่างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสร้างพระโตวัดกัลยาณมิตรช่วยเจ้าพระนิกรบดินทรผู้เป็นบิดาของเจ้าพระยารัตนบดินทรมาแต่ก่อน และทรงรับวัดไชโยเป็นอารามหลวงแต่นั้นมา?

มหาอำมาตย์ตรี พระทิพโกษา ( สอน โลหะนันท์ ) ได้บันทึกประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) ไว้โดยกล่าวถึงเรื่องการสร้างพระพุทธรูปและพระเครื่อง ดังนี้

? ครั้นรุ่งเช้าสมเด็จพระพุฒาจารย์จึงเข้าในพระบรมมหาราชวัง เสด็จออกรับและทรงสดับรายงาน การที่ไปและไปถึง และเจ้าเขมรยินดีรับรองเลื่อมใส ได้เทศน์โปรดด้วยข้อนั้น นำข้อนั้นเทียบข้อนั้น ให้เจ้าเขมรเข้าใจด้วยนัยอย่างนั้นลงมติอย่างนั้นตลอดเสนาเขมรทั่วกัน เขมรบูชาธรรมเป็นธรรมพลีบรรณการมาอย่างนั้นเท่านั้น ของเท่านั้น ๆ ให้ทรงถวายโดยละเอียดทุกประการ ฯ

? สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบรายงานของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) บรรยายถวาย เป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนัก ทรงนิยมชมเชยความสามารถของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จึงทรงยินดีถวายเครื่องกัณฑ์ที่ได้มานั้น จงเป็นสรรพสิทธิของเจ้าคุณทั้งหมด ทั้งทรงปวารณาว่าเจ้าคุณประสงค์สิ่งอะไร พอที่โยมจะอนุญาตได้โยมก็จะถวาย แล้วก็เสด็จขึ้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ก็กลับวัดระฆังฯ

? ครั้นหายเหนื่อยสองสามวัน จึงเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เสด็จออกรับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ขอถวายพระพรขอพระบรมราชานุญาตที่ดินที่วัดเกตุไชโยเท่านั้นวา ขอพระราชานุญาตสร้างพระใหญ่นั่งหน้าตัก วา ไว้ในอำเภอไชโย ขอให้ทรงพระกรุณารับสั่งเจ้าเมืองกรมการ ให้วัดให้มีพระราชลัญจกรประทับ รับสั่งว่าดีแล้วจึงเป็นแบบที่ต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อน ต้องมีบัตรพระราชลัญจกรอนุญาตแล้วจึงเป็นวิสุงคาม ทรงพระกรุณาโปรดมีใบพระบรมราชานุญาตประทับตราแผ่นดินถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เลยตราพระราชบัญญัติวิสุงคามสีมาต่อไปในคราวนั้นเป็นลำดับกันมาฯ

? สมเด็จฯ จึงจำหน่ายเครื่องกัณฑ์เทศน์จากเมืองเขมรลงมาเป็นอิฐเป็นปูนเป็นทราย เป็นค่าแรงคนงาน เป็นทุนรองงานขึ้นไปจัดการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่ริมวัดเกตุไชโย เจ้าเมืองกรมการก็มารางวัดที่ตามที่มีท้องตราบังคับ ราชบุรุษทั้งปวงให้สมเด็จนำชี้ที่ สมเด็จก็ชี้หมดทั้งวัด และชี้ที่สร้างพระวิหารวัดเกตุ สำหรับคลุมองค์พระ และชี้ที่ถานสุกะชี ชี้ที่สร้างองค์พระ ราชบุรุษก็วัดตามประสงค์ ชี้โบสถ์ด้วยชี้ที่อุปจารทั้งหมดด้วย รวมเนื้อที่วัดเกตุไชโยมีประมาณแจ้งอยู่ในบัญชีหรดารของหลวงเสร็จแล้ว ฯ

? เมื่อกำลังสร้างพระใหญ่องค์นี้ พระยานิกรบดินทร และอำมาตย์ราชตระกูล ราษฎร พ่อค้า แม่ค้า คฤหบดี และสมเด็จพระจอมเกล้า สมเด็จพระปิ่นเกล้า และแขก ฝรั่ง เขมร ลาว มอญ จีน ก็ได้เข้าส่วนด้วยมากบ้างน้อยบ้าง สร้างอยู่นานเกือบสามปีจึงสำเร็จ จึงได้ถวายวัดไชโยเป็นวัดหลวง พระราชทานนามว่าวัดเกตุไชโย แปลว่าพระธงไชย วัดธงไชยในอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง มีอธิบายว่ารถต้องมีธงที่งอนรถเป็นที่ปรากฏประเทศเมืองหลวงว่าราชรัฏฐะต้องมีธงทุกประเทศ ทุกชาติ ทุกภาษา พระศาสนาก็ควรมีธงประกาศให้เทวดามนุษย์ รู้ว่าประเทศนี้นับถือพระพุทธศาสนา จึงสมมุติพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้เป็นประดุจธงไชย ให้ปลิวไปปลิวมาปรากฏทั่วกัน เหตุนั้นเทพยดาผู้มีฤทธิ จึงเข้าสถิตย์ในองค์พระปฏิมากร จึงได้ศักดิ์สิทธิ์ลือขจรทั่วนานาทิศาภาคย์ คนหมู่มากเส้นสรวงบวงบน ให้คุ้มกันรักษาช่วยทุกข์ร้อนยากจน บางคนบางคราวก็ได้สมมาตร์ปรารถนา จึงมีผู้สักการบูชามิได้ขาด เป็นด้วยอำนาจสัจจาธิฐานของสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทุก ๆ พระองค์ทรงปณิธานไว้อย่างหนึ่ง เป็นไปด้วยความสัจความจริงที่ดีที่แท้

ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านแน่วแน่อยู่ในเมตตากรุณา หวังว่าจะให้เป็นประโยชน์แลความสุขสวัสดิมงคลแก่ปัจฉิมชนิกชน แต่บรรดาที่นับถือพระพุทธศาสนา ได้บูชาได้หยั่งน้ำใจแน่วแน่ลงไปถึงคุณพระพุทธเจ้าว่า มีพระคุณแก่สัตว์โลกพ้นประมาณ พระจึงบันดาลเปล่งแสงออกด้วยอำนาจเทวดารักษา แสดงอิทธิฤทธิ์ออกรับเส้นสรวงบวงบนของคนที่ตั้งใจมาจริง จึงให้สำเร็จประโยชน์สมคิดทุกสิ่งทุกประการ ฯ

* และในขณะระหว่างการสร้างพระนั้น ท่านได้ขึ้นไปดูแลกิจการต่าง ๆ อยู่เสมอ ได้ตั้งพระสมุห์ไว้องค์หนึ่ง ชื่อพระสมุห์จั่น พระสมุห์จั่นได้เล่าให้ใคร ๆ ฟังอยู่เสมอว่า ได้ถามสมเด็จดูว่าพระโพธิสัตว์นั้นจะรู้จักได้อย่างไร สมเด็จก็ชูแขนของท่านว่าจงคลำดูแขนขรัวโต ครั้นพระสมุห์จั่นและใคร ๆ คลำแขนก็เห็นเป็นกระดูกท่อนเดียว ฯ

* ครั้งหนึ่งท่านตั้งขรัวตาขุนเณรเป็นพระวัดชีปะขาว เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อแห่จากวัดมาวัดเกษไชโยแล้ว นั่งพร้อมกันบนอาสน์สงฆ์ สมเด็จเจ้าโตอุ้มไตรเข้าไปกระแทกลงที่ตักขรัวตาขุนเณรแล้วออกวาจาว่า ฉันให้ท่านเป็นอุปัชฌาย์หนาจ๋า พระอื่นก็เศกชยันโตโพธิยาฯ

* ขรัวตาทองวัดเกษไชโยเล่าว่า ท่านได้ทันเห็นสมเด็จฝังตุ่มใหญ่ไว้เหนือพระโตแล้วเอาเงินใส่ไว้ ๑ บาท เอากระเบื้องหน้าวัวปิดหลุมไว้ ครั้งหนึ่งท่านขึ้นไปตรวจงานที่วัดเกษไชโย ท่านป่าวร้องชาวบ้านมาช่วยกันทำบุญเลี้ยงพระบนศาลา ท่านแจกทานของท่านคนละเหรียญฬศ ๑ ในรัชกาลที่ ๔ กับผ้าขาวคนละฝ่ามือจนทั่วกันหมดทุกคน ครั้นตอนสุดที่พระแล้วท่านขึ้นไปที่วัดเกษไชโย สัปปรุสเอาแคร่คานหามลงไปรับท่าน ครั้นท่านนั่งมาบนแคร่แล้วสองมือเหนี่ยวแคร่ไว้แน่น ปากก็ว่าไปไม่หยุด ว่า หามเขาดี ๆ จ๊ะ อย่าให้เขาตกหนาจ๋า เขาเป็นของหลวงตาหนาจ๋าฯ

* สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านทำแปลก ๆ ทำขัน ๆ พูดแปลก ๆ พูดขัน ๆ แต่พูดทำแล้วไม่ซ้ำยักร่ำไป ได้ปรากฏทันตาเห็นทันหูได้ยินแจ้ว ๆ แว่ว ๆ อยู่จนทุกวันนี้ เมื่อการสร้างพระเสร็จถวายเป็นวัดหลวงแล้ว ทรงรับเข้าทะเบียนแล้ว ท่านอยู่ในกรุงเทพก็ไม่มีเวลาว่างเปล่าสักวันเดียว มีผู้คนไปมาหาสู่ไม่ขาดสาย จนท่านต้องนำปัสสาวะสาดกุฏิบ้าง เอาทาหัวบ้างจนหัวเหลือง ต้องมาพักผ่อนอารมณ์ในป่าช้าผีดิบวัดสระเกษ เป็นที่สำราญของท่านมากจนพวกวัดสระเกษหล่อรูปท่านไว้ ปรากฏจนทุกวันนี้ กุฏิเก่าเขาสร้างถวายท่านหลังหนึ่ง ท่านเขียนภาษิตไว้ในกุฏินี้บทหนึ่งยาวมาก จำได้บ้าง ๒ วรรค ท่านว่า อย่าอวดกล้ากับผี อย่าอวดดีกับตาย บางวันก็ไปผ่อนอารมณ์อยู่ในวัดบางขุนพรหม มีคนแถบนั้นนิยมนับถือท่านมาก บางรายถวายที่สวนเข้าเป็นที่วัดก็มาก เต็มไปทั้ง ๔ ทิศ ทางตะวันตกถึงแม่น้ำ ซึ่งเป็นวัดทั้ง ๒ อยู่ในบัดนี้ ฝั่งเหนือจดคลอง ตะวันออกก็เป็นพรมแดนกับบ้านพานบ้านหล่อ พระนคร เป็นวัดกลางสวน ท่านจึงสร้างพระ คิจจะสร้างพระปางโปรดยักษ์ตนหนึ่งในป่าไม้ตะเฆียน ท่านคิดจะทำพระนั่งบนตอไม้ตะเฆียนใหญ่ ท่านจึงเตรียมอิฐ ปูน ทราย ช่างก่อ แต่เป็นการไม่เร่ง ท่านก่อตอไม้ขึ้นก่อนแล้วก่อขาพระเป็นลำดับขึ้นไป อนุมาณดูราว ๆ ปีเถาะนพศก จุลศักราช ๑๒๒๙ ทำพระพิมพ์ ชนิด สามชั้นนั้น ๘๔,๐๐๐ องค์ ทำด้วยผงบ้าง ลานจานเผาบ้าง กระดาษว่าวเขียนยันต์เผาบ้าง ปูนบ้าง น้ำมันบ้าง ชันบ้าง ปูนแดงบ้าง น้ำลายบ้าง เสลดบ้าง เมื่อเข้าไปมองดูคนตำคนโขลก มีจามมีไอขึ้นมา ท่านก็บอกว่า เอาใส่เข้าลงด้วย เอาใส่เข้าลงด้วย แล้วว่าดีนักจ๊ะ ดีนักจ๊ะ เสร็จแล้วตำผสมปูนเพ็ชร์ กลางคืนก็นั่งภาวนาไปกดพิมพ์ไป ตั้งแต่ยังเป็นพระเทพกวี จนเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ พระยังไม่แล้ว ยังอีก ๘ หมื่น ๔ พัน ที่สามกับที่สี่ฯ

* ครั้นถึงปีมะโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ ปี วันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำเวลายามกับ ๑ บาท นาฬิกา สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระชนมายุศม์ได้ ๖๔ พรรษา เถลิงถวัลยราชได้ ๑๗๖ เดือน ๑๔ วัน เวลานั้นอายุสมเด็จได้ ๘๑ ปี เป็นเป็นสมเด็จมาได้ ๓ ปีเศษฯ เมื่อสมเด็จทราบแน่ว่า สมเด็จพระจอมเกล้าสวรรคตแล้ว ท่านเดินร้องไห้รอบวัดเดินบ่นไปด้วยร้องไห้ไปด้วยว่า สิ้นสนุกแล้ว ๆ ครั้งนี้ ๆ สิ้นสนุกแล้ว เดินร้องไห้โฮ ๆ รอบวัดระฆัง ดังจนใคร ๆ ได้ยิน ครั้นสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเถลิงถวัลยราชสืบสันตติวงศ์แล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จึงทำพระพิมพ์ ชั้น ๗ ชั้น ชั้น ขึ้นอีก ตั้งใจว่าจะถวายสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พิมพ์แล้วครั้งก่อนนั้นได้แบบบรรจุไว้ในพระเกษไชโยหมด แล้วพิมพ์พระ ชั้น ชั้น ชั้น รวมกันให้ได้ ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากับพระธรรมขันธ์ กำลังพิมพ์อยู่ วิธีการะทำเช่นครั้งก่อน แปลกแต่เสกข้าวในบาตรใส่ด้วย จารหนังสือใส่บาตรไปด้วย ไปบิณฑบาตก็จารหนังสือไปด้วย แล้วทำผงลงตัวเขียนยันต์ ตำปูนเพ็ชร์พิมพ์ไปทุกวัน ๆ กลางวันไปก่อเท้าพระวัดบางขุนพรหม เจริญทิวาวิหารธรรมด้วย ดูช่างเขียนออกแบบกะส่วนให้ช่างเขียน ๆ ประวัติของท่านขึ้นที่ผ่านมาแล้วแต่ต้นจนจบตลอดจนท่านนมัสการพระพุทธบาท ตั้งแต่พระมหาโต มาจนเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็ยังขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาทตามฤดูเสมอ เมื่อครั้งทูลกระหม่อมพระคือสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่วัดถมอราย (ราชาธิวาส) ยังทรงซักถามพระมหาโตว่า ท่านเชื่อพระบาทสระบุรีเป็นของแท้หรือ พระมหาโตทูลว่า เป็นเจดีย์ที่น่าประหลาดเป็นที่ไม่ขาดสักการะฯ

* ครั้นเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ยังเป็นมหาโต ในแผ่นดินพระนั่งเกล้า ทูลกระหม่อมพระยังเป็นพระราชาคณะเจ้าอาวาสวัดถมอราย ได้นิมนต์มหาโตไปสนทนาด้วยเป็นทางที่จะชวนเข้าหมู่ รับสั่งถามว่า มีบุรุษสองคนเป็นเพื่อนเดินทางมาด้วยกัน คนทั้งสองเดินมาพบไหมเข้า จึงทิ้งปอที่แบกมาเสียเอาไหมไป อีกคนหนึ่งไม่เอาคงแบกปอไป ท่านจะเห็นว่าคนแบกปอดีหรือคนแบกไหมดีฯ มหาโตทูลเฉลยไปอีกทางหนึ่งว่า ยังมีกระต่ายสองตัว ขาวตัวหนึ่ง ดำตัวหนึ่ง เป็นเพื่อนร่วมหากินกันมาช้านาน วันหนึ่งกระต่ายสองตัวเที่ยวและเล็มหญ้ากิน แต่กระต่ายขาวเห็นหญ้าอ่อน ๆ ฝั่งฟากโน้นมีชุมจึงข้ามฟากไปหากินข้างโน้น กระต่ายดำไม่ยอมไปทนกินอยู่ฝั่งเดียว แต่นั้นมากระต่ายขาวก็ข้ามน้ำไปหาหญ้าอ่อนกินฝั่งโน้นอยู่เรื่อย วันหนึ่งขณะที่กระต่ายขาวกำลังว่ายน้ำข้ามฟาก บังเกิดลมพัดจัด มีคลื่นปั่นป่วน กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดเอากระต่ายขาวไป จะเข้าฝั่งไหนก็ไม่ได้ เลยจมน้ำตายในที่สุด ส่วนกระต่ายดำก็ยังเที่ยวหากินอยู่ได้ไม่ตาย ฝ่าธุลีพระบาทลองทำนายว่ากระต่ายตัวไหนจะดีฯ


ภาพบริเวณลานทางเข้าวัดไชโย

ป้ายทางเข้าวัดไชโย

ภาพอีกด้านบริเวณลานทางเข้าวัดไชโย

ประมวลภาพวิวทิวทัศน์ของวัดไชโย

ภาพบริเวณสวนหย่อม/ลานหญ้า รอบ ๆ พระวิหารหลวงและพระอุโบสถวัดไชโย

ภาพพระอุโบสถ ซึ่งเป็นมุขต่อออกมาจากพระวิหาร

ภาพถ่ายจากด้านหลังพระวิหารหลวง(พระมหาพุทธพิมพ์)

ภาพถ่ายวิหารราย (ประดิษฐาน ร.๕)

วิหารราย (ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปเหมือนสมเด็จโต)

ภาพถ่ายบริเวณกูฏิสงฆ์จากด้านหลัง

ภาพถ่ายบริเวณกุฏิสงฆ์จากด้านหลัง

ศาลาการเปรียญวัดไชโย (ถ่ายจากด้านข้างตะวันตก)

ศาลาการเปรียญวัดไชโย (ถ่ายจากด้านหน้า)

ภาพวิวบริเวณมณฑป (ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง) ทางด้านทิศใต้ติดโรงเรียนพระปริยัติธรรม

ภาพวิวบริเวณมณฑป (ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง) ทางด้านทิศใต้ติดโรงเรียนพระปริยัติธรรม

ภาพหอระฆังวัดไชโย (สร้างสมัย ร.๕)

สิงห์ปั้น วัดเกษไชโย (สัญลักษณ์ ก.มหาดไทย)

กุฏิสงฆ์หลังใหม่ (กำลังสร้าง)

กุฏิสงฆ์หลังใหม่กำลังสร้าง/ปรับปรุง

กุฏิสงฆ์ ทรงปั้นหยา กำลังดำเนินการก่อสร้าง

กุฏิสงฆ์ ทรงปั้นหยา เมื่อสร้างเสร็จแล้ว